วันอาทิตย์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: Japanese Sea Lion ::

Japanese Sea Lion (Zalophus japonicus) is thought to have become extinct in the 1950s.

Prior to 2003 it was considered to be a subspecies of California Sea Lion as Zalophus californianus japonicus. However, it was subsequently reclassified as a separate species. Some taxonomists still consider it as a subspecies of the California Sea Lion. It has been argued that japonicus, californianus, and wollenbaeki are distinct species because of their distant habitation areas and behavioral differences.

They inhabited the Sea of Japan, especially around the coastal areas of the Japanese Archipelago and the Korean Peninsula. They generally bred on sandy beaches which were open and flat, but sometimes in rocky areas.

Currently, several stuffed specimens can be found in Japan and the National Museum of Natural History, Leiden, the Netherlands brought by Philipp Franz von Siebold.The British Museum possesses a pelt and 4 skull specimens.

วันจันทร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: 10 ปรากฎการณ์ประหลาด จากเหตุ "โลกร้อน!" ::

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัย "โลกร้อน" ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ อากาศร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังเป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายสาบสูญของทะเลสาบ โรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ วิถีโคจรของดาวเทียมในอวกาศ ฯลฯ!

สารภูมิแพ้แพร่ระบาด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดขึ้นทุกๆ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ นั่นคือ ประชาชนไอ จาม ป็นภูมิแพ้ และหอบหืดกันง่ายขึ้นและบ่อยขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปกับสภาพมลพิษในอากาศ เป็นสาเหตุสำคัญของอาการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นและมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากขึ้น คือต้นเหตุทำให้พืชพรรณต่างๆ ผลิใบเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันปริมาณละอองเกสรที่ฟุ้งกระจายไปตามอากาศก็มากขึ้นเช่นกัน คนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดเมื่อสูดละอองเหล่านี้เข้าไปมากๆ อาการจึงกำเริบง่าย

สัตว์อพยพไร้ที่อยู่
ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ทำให้สัตว์บางชนิด เช่น กระรอก ตัวชิปมังก์ หรือแม้กระทั่งหนู ต้องอพยพหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงขึ้น
สัตว์ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ได้แก่ "หมีขั้วโลก" ที่ในอนาคตอาจมีชีวิตอยู่ในถิ่นฐานเดิมแถบอาร์กติก ขั้วโลกเหนือไม่ได้ เนื่องจากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว

"พืช" ขั้วโลกคืนชีพ
ช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ผลจากภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเพราะโลกร้อน ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของพืชและสัตว์จำนวนมาก ตามปกติ พืชแถบอาร์กติกจะถูกปกคลุมอยู่ในน้ำแข็งตลอดทั้งปี
แต่ปัจจุบัน เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูใบไม้ผลิต จึงทำให้พืชที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งกลายเป็นอิสระ สามารถเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นอีก 1 ปรากฎการณ์ใหม่ของพื้นที่ขั้วโลกเหนือ

ทะเลสาบหายสาบสูญ
เรื่องประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือยังไม่หมดแค่นั้น มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา "ทะเลสาบ" ประมาณ 125 แห่งได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่า ภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลก
สาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ "เพอร์มาฟรอส" ที่เป็นน้ำแข็งแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้ เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่างนั่นเอง
นอกจากนี้ การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีกด้วย

น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลาย
ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆ ละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน
ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตก็คือ จุดใต้พื้นโลก ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็น "รูรั่ว" ใต้ดินขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไป
สิ่งปลูกสร้าง หรือ สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น ทางรถไฟ ถนน บ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือจุดดังกล่าวมีโอกาสได้รับความเสียหายตามไปด้วย ถ้าปรากฎการณ์น้ำแข็งละลายเกิดขึ้นบนที่สูง เช่น ภูเขา จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติตามมา อาทิ หินถล่มและโคลนถล่ม เป็นต้น

ชนวนเกิดไฟป่า
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันทั่วโลก ว่าภัยโลกร้อนเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งละลายและพายุก่อตัวบ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด "ไฟป่า" ได้ง่ายขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
และชาติเมืองหนาวในซีกโลกตะวันตก ซึ่งตามปกติไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องไฟป่า ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้กันแล้ว เหตุเพราะสภาพป่าแห้งกว่าเดิม จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี

ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด
โลกร้อนส่งผลให้หน้าหนาวหดสั้นลง และหน้าร้อนมาถึงเร็วขึ้น บรรดา "นกอพยพ" หลายสายพันธุ์ต่างมึนงง ปรับ "นาฬิกาชีวภาพ" ในตัวของมันให้เข้ากับสภาพความผันแปรของฤดูกาลที่บิดเบี้ยวไปไม่ทัน สัตว์ที่จะเอาชีวิตรอดจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในทุกวันนี้ได้ต้องเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น
ในที่สุดสัตว์ที่อยู่รอดจะต้อง "กลายพันธุ์" หรือปรับพันธุกรรมในตัวมันเสียใหม่ เพื่อรับมือภัยโลกร้อนให้ได้ และมีสัตว์หลายชนิดกำลังวิวัฒนาการตัวเองเช่นนั้นอยู่

ดาวเทียมโคจรเร็วกว่าเดิม
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยวดยานพาหนะ ฯลฯ คือ ตัวการสำคัญของวิกฤตโลกร้อน
ล่าสุดพบว่า เจ้าก๊าซตัวเดียวกันนี้เองที่ขึ้นไปสะสมมากขึ้นในชั้นบรรยากาศโลก ได้กลายเป็นต้นเหตุทำให้ "ดาวเทียม" ที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิม
ตามปกติ อากาศในบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกจะเบาบาง แต่โมเลกุลของอากาศจะยังคงมีแรงดึงดูดมากพอในการทำให้ดาวเทียมโคจรช้าๆ ดังนั้น เราอาจเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่า ผู้ควบคุมต้องจึดระเบิดดาวเทียมเป็นระยะๆ เพื่อให้ดาวเทียมโคจรต่อไปอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ลอยไปสะสมในบรรยากาศชั้นล่างมากไป จะทำแรงดึงดูดของบรรยากาศชั้นนอกสุดลดกำลังลง ดาวเทียมจึงโคจรเร็วกว่าปกติ

ภูเขากระเด้งตัวเหนือพื้นโลก
ภูเขาและเทือกเขาสูงหลายแห่งทั่วโลกกำลังขยายตัว "สูง" ขึ้น เพราะผลจากโลกร้อน! นั่นเป็นเพราะ ตามธรรมชาติที่ผ่านๆ มานับพันปี ยอดภูเขาในเขตหนาวเย็นโดยทั่วไปจะมี "น้ำแข็ง" ปกคลุมอยู่ ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับตุ้มน้ำหนักที่คอยกดทับให้ฐานล่างของภูเขาทรุดต่ำลงไปใต้พื้นผิว
เมื่อน้ำแข็งบนยอดเขามลายสูญสิ้นไป ส่วนฐานล่างที่เคยถูกกดจมดินลงไปจะค่อยๆ กระเด้งคืนตัวกลับมาเหนือผิวโลกอีกครั้ง

โบราณสถานเสียหาย
โบราณสถาน เมืองเก่าแก่ ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรื่องของมนุษย์ในอดีตได้รับผลกระทบจากโลกร้อน
เหตุเพราะโลกร้อนทำให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน ทั้งเกิดพายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง และล้วนแต่ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่แล้ว
โบราณสถานอายุ 600 ปีในจังหวัดสุโขทัยของประเทศไทยเรา ก็เคยเสียหายอย่างหนักเพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากภัยโลกร้อน มาแล้วเช่นกัน

เครดิต : dex-d.com

วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: Russian submarine K-152 Nerpa ::

The K-152 Nerpa (Russian: К-152 «Нерпа») is a 8,140-tonne (8,010-long-ton) Project 971 Shchuka-B (NATO: Akula II) type nuclear-powered attack submarine. Construction was started in 1991, but suspended due to lack of funding. K-152 Nerpa was launched in October 2008 and was planned to be leased to the Indian Navy in 2009 as the recommissioned INS Chakra. Nerpa is the Russian word for the baikal seal, and chakra is a Sanskrit word meaning disk, wheel, or energy vortex.

While K-152 Nerpa was undergoing sea trials in the Sea of Japan on 8 November 2008, an accident caused the deaths of some twenty sailors and injury to twenty-one others. A fire suppression system discharged freon gas in the bow of the sub, suffocating civilian specialists and navy crewmembers.

วันศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: ภาพอัศจรรย์กลางวันกับกลางคืน ห่างกันนิดเดียว !! ::

ภาพนี้ถ่ายโดยลูกเรือในยานโคลัมเบียในการปฏิบัติการครั้งสุดท้าย
ภาพนี้ถ่ายผ่านดาวเทียมในวันที่ท้องฟ้าปราศจากเมฆหมอก
เป็นภาพของทวีปยุโรปและแอฟริกาในเวลาอาทิตย์อัสดง

กึ่งหนึ่งของภาพเป็นเวลากลางคืน แสงสว่างที่เป็นจุดๆ ที่คุณเห็นนั้นคือแสงไฟในเมือง
ส่วนบนสุดของทวีปแอฟริการ คือ ทะเลทรายซาฮาร่า
เห็นได้ว่าในเขตฮอลแลนด์ ปารีส และะบาร์เซโลน่านั้นต้องเปิดไฟเพื่อ
ให้แสงสว่างยามค่ำคืน ขณะที่ในลอนดอน ลิสบอน และแมนดริด
ยังคงเจิดจ้าด้วยแสงสว่างของเวลากลางวัน

แสงอาทิตย์ยังคงสาดส่องอยู่ในเขตช่องแคบยิบรอลต้า
ขณะเดียวกันทะเลเมดิเตอเรเนียนกลับถูกปกคลุมด้วยความมืดของยามราตรี

คุณจะเห็นหมูเกาะอะโซเรสตรงกลางมหาสมุทรแอตแลนติก
ด้านขวาล่างของอะโซเรส คือ หมู่เกาะมามาเดล่า
ต่ำลงมาทางด้านล่าง คือ หมู่เกาะแคเนอรี่
และต่ำลงมาทางใต้นั้นอยู่ใกล้กลับบริเวณสุดเขตฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา
คือ หมู่เกาะ เคป เวอร์ด เห็นได้ชัดว่าทะเลทรายซาฮาร่าซึ่งกินบริเวณกว้างนั้น
เป็นส่วนที่จะเห็นความแตกต่างของช่วงเวลากลางวันและกลางคืนได้อย่างชัดเจน
ด้านซ้ายบน คือ กรีนแลนด์ที่หนาวเย็น

เครดิต : sanook.com

วันศุกร์ที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: Cathédrale Saint-Just-et-Saint-Pasteur de Narbonne ::

La cathédrale de Narbonne est le monument le plus prestigieux de la ville. C'est une construction d'architecture gothique dont l'origine remonte au IVe siècle. Sa particularité réside dans le fait qu'elle est inachevée.

La cathédrale de Narbonne se situe au cœur de de la ville actuelle, cependant au Moyen Age elle se trouvait en bordure des remparts. Cet emplacement est issu d'une longue « sédimentation » de lieux de culte. Approximativement sur le même emplacement se sont succédé une basilique constantinienne, élevée peu après l'édit de 313 autorisant le culte chrétien. Détruite par un incendie en 441, il fallut 37 jours pour démolir ce que le feu avait épargné. Puis une basilique latine construite en 4 ans par l'évêque Rustique, que le préfet des Gaules, Marcellus, encouragea dans son entreprise. La basilique fut terminée le 29 novembre 445. Primitivement dédiée à saint Genés d'Arles, elle fut consacrée en 782 aux jeunes martyrs espagnols Just et Pasteur. Vestiges : deux colonnes romaines du forum réemployées pour la nef (visible dans le cloître) ; le linteau avec dédicace ; un édicule de marbre blanc (visible au musée lapidaire).

Une cathédrale préromane carolingienne reconstruite en 890 par l'archevêque Théodard, mort le 1er mai 893. Il en subsiste le clocher, en grand partie restauré, visible du cloître. Malgré l'aide apportée par trois papes, cette église tomba en ruine.

La construction de la cathédrale gothique fut un acte politique décidé en 1268 par le pape Clément IV, ancien archevêque de Narbonne. Ce sera, dit-il, une œuvre faite à l'instar des magnifiques cathédrales du royaume de France. La première pierre de l'église actuelle fut posée par l'archevêque Maurin le 13 avril 1272, dans les fondements de l'actuelle chapelle Sacré-Cœur. L'édification de la cathédrale Saint-Just et Saint-Pasteur fut projeté dès 1264 mais ne débuta qu'en 1272, et le chœur fut achevé en 1332.

วันจันทร์ที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

สื่อนอกฮือฮา! ปลาแฝดสยามตัวเป็นๆ ในไทย

เอเจนซี - สำนักข่าวต่างประเทศฮือฮา พบปลาแฝดสยาม ซึ่งมีท้องติดกัน และยังมีชีวิตในประเทศไทย โดยปลาทั้งคู่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ปลานิลแฝดวัย 8 เดือนคู่นี้ มีลำตัวใต้ท้องติดกัน ขณะที่อวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายแยกอิสระจากกัน และมีพัฒนาการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นระบบการหายใจ และการขับถ่าย

ปลาตัวที่ใหญ่กว่า ทำหน้าที่เสมือนพี่ผู้ปกป้องน้อง ที่ติดอยู่ด้านล่างของลำตัว ซึ่งมีขนาดตัวเล็กกว่า ทั้งยังเป็นผู้คอยหาอาหารด้วย

ทั้งนี้ ปลานิลเป็นปลาน้ำจืด พบได้ในแม่น้ำ คลอง ทะเลสาบ และหนองน้ำในเขตร้อน เจริญเติบโตได้ยาวสุด 2 ฟุต และหนักได้ถึง 9 ปอนด์ ส่วนเจ้าปลาแฝดสยามสองพี่น้องคู่นี้พบในสถานที่เลี้ยงสัตว์น้ำแห่งหนึ่งในกรุงเทพ

Credit : www.manager.co.th

วันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑

Cet article retrace les grandes étapes qui jalonnent l'histoire de la photographie, principalement vue sous son aspect technique.

La photographie pouvant être considérée comme une technique propre à supplanter le dessin ou la peinture pour représenter le monde qui nous entoure, son invention nécessitait, d'une part la réalisation d'un dispositif optique permettant la création de l'image, et d'autre part de fixer cette image sur un support pérenne par un processus chimique irréversible.

Par ailleurs les usages de cette technique a évolué, et sa dimension artistique a notamment été reconnue.

À l'époque de la Renaissance, les peintres italiens commencent à découvrir les lois de la perspective. Pour simplifier le tracé de leurs paysages, ils utilisent deux appareils optiques qui permettent de projeter sur une surface une image d'un paysage ou d'un objet : la chambre claire et la chambre noire (voir l'article Chambre noire).

Cette dernière était déjà connue par Aristote (384-322 av. J.-C.), par le savant arabe Ibn Al-Haytham (965-1038) et par Léonard de Vinci (1452-1519) ; on peut la considérer comme l'ancêtre des appareils photographiques. Elle est constituée par une boîte fermée, étanche à la lumière, dont une des faces est percée d'un tout petit trou, le sténopé. L'image inversée d'un objet éclairé placé à l'extérieur devant le trou se forme sur la paroi opposée.

Elle fut employée par de nombreux artistes, dont Giambattista della Porta, Vermeer, Guardi et Giovanni Antonio Canal, dit Canaletto, qui l'utilisa notamment pour mettre en perspective ses célèbres paysages des canaux de Venise.

วันอาทิตย์ที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: แพนด้ายักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ในจีน ::

ไจแอ้นท์แพนด้า แพนด้ายักษ์ หรือที่ชาวจีนเรียก ต้าสงเมา มีกำเนิดมาบนโลกมนุษย์ เมื่อราว 8-9 ล้านปีก่อน ในช่วงปลายสมัยอีปอชไมโอซีน (เริ่มต้นเมื่อ 25 ล้านปีก่อน กินเวลาประมาณ 12 ล้านปี) ตามที่มีการพบหลักฐาน เป็นซากฟอสซิลแพนด้าดึกดำบรรพ์ บรรพบุรุษของแพนด้ายักษ์ ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ailuaractos Lufengensis บริเวณรอบๆป่าเขตร้อนชื้น ในมณฑลหยุนหนันทางภาคใต้ของจีน

แพนด้าดึกดำบรรพ์ในจีน ได้วิวัฒนาการมาเป็นแพนด้า ที่มีขนาดเล็กกว่าในปัจจุบันครึ่งหนึ่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ailuropoda micrta ตัวเท่าสุนัขอ้วนๆ มีชีวิตอยู่เมื่อ 3 ล้านปีก่อน

จากหลักฐานการพบซากฟอสซิลของแพนด้าชนิดนี้ในเขตปกครองตนเองชนชาติจ้วง กว่างซี(กวางสี) มณฑลกว่างตง(กวางตุ้ง) ซื่อชวน(เสฉวน) ส่านซี และหยุนหนัน แพนด้ายักษ์พันธุ์เล็กมีชีวิตอยู่มาได้ 2 ล้านปี ก็เริ่มขยายถิ่นที่อยู่เข้ามาในแถบป่าร้อนชื้น และค่อยๆปรับตัวเข้ากับชีวิตในป่าไผ่เขตร้อนแถบเอเชีย และวิวัฒนาการมาเป็นแพนด้าที่ตัวใหญ่ขึ้น

ในประเทศจีนยังมีการพบซากฟอสซิลแพนด้ายักษ์ชนิด Ailuropoda milanoleuca wulishansis มีขนาดตัวเป็น 1 ใน 8 ของแพนด้าในปัจจุบันเท่านั้น และชนิด Ailuropoda milanoleuea daconi ซึ่งเป็นแพนด้ายักษ์ที่มีชีวิตอยู่ในราว 500,000-700,000 ปีก่อน ซึ่งในยุคนี้นับเป็นยุคเฟื่องฟูที่สุดของแพนด้า เพราะพบกระจายอยู่ตามถิ่นต่างๆทางตะวันตก ตะวันออก จีนตอนกลาง ใต้ และเหนือ ใน 16 มณฑลของจีน จากเหนือสุดที่พบในตำบลโจวโข่วเตี้ยนในปักกิ่ง จนถึงใต้สุดในเกาะไต้หวัน บางส่วนในพม่า เวียดนาม และทางตอนเหนือของไทยด้วย

จะเห็นว่าแพนด้ายุคดึกดำบรรพ์เขาอยู่กันกระจัดกระจายสบายใจ มีชีวิตอย่างผาสุกร่วมยุคกับมนุษย์วานรปักกิ่ง เสือฟันดาบ และช้างแมมมอธ นั่นเลย