วันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: ทำไม? ลูกตาของบางคนจึงเปลี่ยนสีได้ล่ะ? (โดยที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์!) ::

ตาของคนเรามักจะสีอ่อนลงเมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ ภาวะทางการแพทย์บางอย่างก็ทำให้สีตาเปลี่ยนไปด้วย แต่ปัจจัยที่ทำให้สีตาเปลี่ยนไปมากที่สุดคือสภาพแวดล้อม สีตาของคุณจะดูเข้มกว่าปกติถ้าสวมชุดสีเข้มและอยู่ในห้องที่มีแสงรำไร ยาบางชนิดก็อาจทำให้ตาสีเข้มขึ้นแบบถาวรด้วย หากตาเปลี่ยนสีเพียงข้างเดียวก็แสดงว่าอาจป่วยด้วยโรคต้อหินก็ได้

แต่ไม่ว่าคนทั่วไปจะมองเห็นว่าดวงตาของคุณเป็นสีอะไรก็ตาม สำหรับจักษุแพทย์แล้ว ทุกครั้งที่มองลึกเข้าไปในดวงตาของคนเรา จะเห็นอยู่สีเดียวคือสีดำหรือน้ำตาลเข้มเกือบดำ ส่วนตาสีน้ำตาลอ่อน หรือตาสีฟ้านั้นเกิดจากโครงสร้างของม่านตาแต่ละคนซึ่งสะท้อนความยาวของคลื่นแสงได้ไม่เหมือนกัน

เครดิต : dek-d.com :P

วันพุธที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: กล้วย ::

กล้วย เป็นพืชพื้นบ้านของไทยที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทุกยุคทุกสมัย เพราะทุกส่วนของกล้วยสามารถนำมาใชประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ขนม ของตกแต่ง กระทง หรือภาชนะ

ประโยชน์ของส่วนต่างๆของกล้วย
ผลกล้วย ใช้นำมารับประทานได้
ผลกล้วยดิบ นำมาแปรรูปหรือนำมาประกอบอาหาร
ใบกล้วย ใช้ห่อของหรือนำไปใช้ในงานฝีมือต่างๆ
กาบกล้วย นำมาสานเป็นกระเป๋าหรือนำมาคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น
ก้านกล้วย ทำเป็นเชือกหรือทำม้าก้านกล้วยไว้เล่น
หยวกกล้วย ใช้ประกอบอาหารหรือใช้เป็นอาหารสัตว์
ยางกล้วย ใช้เป็นสีย้อมด้ายทอผ้า

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ผลกล้วยสุกทุกชนิด และผลกล้วยห่าม โดยฝานตากแดด ให้แห้ง บดเป็นผง จะใช้กล้วยหักมุกห่ามแทนยิ่งดี


ประโยชน์ทางด้านอาหาร - เป็นไม้ผลนำมาบริโภค ใบนำมาห่อขนม หรือส่วนของลำต้น ใบนำมาทำกระทง ก้านนำมาประดิษฐ์เป็นของเล่น

ประโยชน์ทางสมุนไพร - ผลกล้วยมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการผิดปกติของร่างกายหลายๆ อย่าง เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะความเป็นพิษภายในร่างกาย ช่วยให้ปอดชุ่มชื้น และแก้กระหายน้ำได้เป็นอย่างดี ช่วยระงับกลิ่นปาก และกลิ่นลมหายใจเหม็น ยางกล้วยจากใบ ใช้ห้ามเลือด โดยใช้ยางกล้วยจากใบหยอดลงที่บาดแผล ผลดิบ แก้โรคท้องเสีย ยาฝาดสมาน แผลในกระเพาะอาหารและอาหารไม่ย่อย โดยใช้กล้วยดิบทั้งลูก บดกับน้ำให้ละเอียดและใส่น้ำตาล รับประทาน(หรือไม่อาจใช้กล้วยดิบตากแห้งบดเป็นผงเก็บไว้ใช้ในยามที่จำเป็น อาจใช้ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำอุ่นกิน) ผลสุก ใช้เป็นอาหาร เป็นยาระบายสำหรับผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร วิธีใช้โดยใช้กล้วยสุก 2 ผล ปิ้งกินทั้งเปลือก หัวปลี แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้โรคโลหิตจาง และลดน้ำตาลในเลือด

ส้นเท้าแตก : เมื่อกินกล้วยเสร็จเรียบร้อย อย่ารอช้าค่ะ บรรจงนำมันมาขัดถูส้นเท้า ถูไปถูมา ถูมาถูไป (อาจจะหยึยๆ สักหน่อย) แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ส้นเท้าที่เคยแตกก็จะแตกน้อยลงค่ะ รองเท้าหนังดำขลับ : แจกกล้วยคุณพ่อ คุณลูกก่อนออกจากบ้าน เมื่อกินแล้วก็นำเปลือกมาถูที่รองเท้าสีดำ ถูๆๆๆ จากนั้นก็นำผ้าเช็ดรองเท้าอีกที คราวนี้รองเท้าคู่งามก็จะเป็นมันเงาทั้งคุณพ่อคุณลูก โดยไม่ต้องออกแรงขัดให้เมื่อยค่ะ ความจริงประโยชน์ของกล้วยที่คุณๆ นึกไม่ถึงยังมีอีกนะคะ เอาไว้หยิบมาเล่าให้ฟังอีกค่ะ

วันเสาร์ที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: Recouvrance (Brest) ::

Recouvrance est le nom d'un célèbre quartier de Brest situé rive droite. C'est un quartier populaire et historiquement bretonnant par opposition à Brest-même (rive gauche), francophone. Recouvrance fut moins touché par les bombardements que la ville rive gauche, et bien que la Reconstruction lui fit perdre ses remparts (ainsi que Brest-même), de nombreux témoignages du passé y ont subsisté, témoins du vieux Brest : évidemment la Tour Tanguy, l'Église Saint-Sauveur, la Maison de la Fontaine (voir les images), le Jardin des Explorateurs, Les ateliers du plateau des Capucins (XIXe siècle), la prison de Pontaniou (début XIXe siècle) et surtout la vieille rue Saint-Malo (XVIIe siècle et XVIIIe siècle).

Voculabulaire +
par opposition à = ในลักษณะขัดแย้งกับ
témoignages = การให้การ,คำให้การ,องค์พยาน,เครื่องหมาย
remparts = มูลดินข้างหลังกำแพงป้อม,เครื่องป้องกัน
Explorateurs = นักสำรวจ
ateliers = โรงงาน,ห้องศิลปะ

วันอังคารที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: N'SYNC - Gone ::

There's a thousand words that I could say
To make you come home
Oh, seems so long ago you walked away
Left me alone
I remember what you said to me
You were acting so strange
and maybe I was too blind to see
That you needed a change

Was it something I said
To make you turn away?
To make you walk out and leave me cold
If I could just find a way
To make it so that you were right here
But right now..

I've been sitting here
Can't get you off my mind
I've tried my best to be a man and be strong
I've drove myself insane
Wishing I could touch your face
But the truth remains..

You're gone..
You're gone..
Baby you're gone
Girl you're gone, baby girl, you're gone..
You're gone..
You're...

I don't wanna make excuses, baby
Won't change the fact that you're gone
But if there's something that I could do
Won't you please let me know?
Time is passing so slowly now
Guess that's my life without you
and maybe I could change my every day
But baby I don't want to

So I'll just hang around
and find some things to do
To take my mind off missing you
and I know in my heart
You can't say that you don't love me too
Please say you do

Yeeaah....

I've been sitting here
Can't get you off my mind
I've tried my best to be a man and be strong
I Drove myself insane
Wishing I could touch your face
But the truth remains

You're gone..
You're gone..
You're gone
You're gone...you're gone.. you're....
Gone

Ohhh...

Oh what'll I do
If I can't be with you
Tell me where will I turn to
Baby where will I be
Now that we are apart
Am I still in your heart?
Baby why don't you see?
That I need you here with me
Oohhh...

I've been sitting here
Can't get you off my mind
I've tried my best to be a man and be strong
I've drove myself insane
Wishing I could touch your face
But the truth remains

Been sitting here
Can't get you off my mind
I've tried my best to be a man and be strong
I drove myself insane
Wishing I could touch your face
But the truth remains

You're gone..
You're gone..
You're gone
You're gone
Gone
You're gone..

But the truth remains
You're....

วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: Penfeld ::

La Penfeld, Penfell en breton, est un fleuve côtier français, long de 16 km, sur la rive gauche duquel s'est développée la ville de Brest, dans le Finistère.

Il prend sa source sur la commune de Gouesnou, passe par Bohars et Guilers (hameau portant le nom de la rivière) avant de déboucher sur la mer en rade de Brest. La Penfeld s'est installée dans l'ancien cours de l'Aulne, capté vers l'Ouest par l'ouverture du Goulet de la Rade de Brest, lors des cycles interglaciaires de l'ère quaternaire. Ce qui explique sa profondeur, permettant à des bateaux de fort tirant d'eau de remonter assez loin en amont, en fonction des marées dont le marnage peut atteindre jusqu'à 8 mètres.

À Brest, la Penfeld est enjambée par le Pont de Recouvrance, qui est le plus grand pont levant d'Europe.

Sur ses derniers kilomètres, aux rives escarpées (versants abrupts de 25 à 30 mètres de haut), la Penfeld est incluse dans la Base navale de Brest (Marine nationale), ancien Arsenal de Brest, zone sous contrôle militaire vouée à la construction, à la réparation navale et au soutien de l'escadre de l'Atlantique.

À son embouchure, sur un site dont la valeur militaire est reconnue depuis l'Antiquité et au-delà, a été construit un château fort construit pour l'essentiel au XVe siècle.

Voculabulaire +
côtier = ตามฝั่งทะเล,(เรือที่เดิน)เลียบฝั่ง
en rade de = ที่จอดเรือ,ที่ทอดสมอ(ในท้องน้ำใกล้ฝั่ง)
ancien = เก่า,แก่,โบราณ,มีอาวุโสกว่า
remonter = แสดงใหม่,ว่ากล่าวสั่งสอน
en amont = เลยที่แยก(ของลำน้ำ)ขึ้นไป
fonction = ตำแหน่ง,หน้าที่
enjambée = ก้าวข้าม,รีบเดิน

วันเสาร์ที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: LOVE is... ::

Love is…respect,
love is…admiration,
love is…all the world can give you,
and love is dedication.
รักคือ...ความเอาใจใส่
รักคือ...การชื่นชม
รักคือ...ทุกสิ่งกอย่างที่โลกสามารถมอบให้เธอ
และรักคือการเสียสละตัวเอง

Love is…
not seen by the mind through sight,
it is seen by the heart and soul
by emotion.
รัก...
มองไม่เห็นด้วยจิตใจผ่านสายตา
หากแต่จะมองเห็นด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ
ผ่านทางความรู้สึก

Love is…
to understand each other,
laugh together,
smile with your heart and truth one another.
The most important part of love
Is to let each other go
If this is something you can’t do.
รักคือ...
การเข้าใจซึ่งกันและกัน
การหัวเราะด้วยกัน
การยิ้มด้วยใจ และการไว้ใจกันและกัน
และสิ่งสำคัญที่สุดของความรัก
คือการให้อีกฝ่ายหนึ่งเดินจากไป
หากเธอมิอาจทำสิ่งนี้ได้

Love is…
letting go of the one you love,
hoping that they will come back to you
when they realize what they have lost.
รักคือ...
การปล่อยให้คนที่รักจากไป
โดยหวังว่าเขาจะหวนกลับคืนมา
ยามที่เขารู้ซึ้งว่าตัวเองได้สูญเสียอะไรไป

Love is…
the greatest gift form God,
but sometimes you make sacrifices
to the one you really love,
no matter how hard it is.
Just don’t give up because happiness will come.
รักคือ...
ของขวัญล้ำค่าที่สุดที่มาจากพระเจ้า
ทว่าในบางครั้งเธอต้องเสียสละมัน
ให้แก่คนที่เธอรักอย่างแท้จริง
ไม่ว่ามันจะยากเย็นสักเพียงใด
จงอย่ายอมแพ้ เพราะความสุขจะมาถึงในไม่ช้า

Love is…
like a magnetic force;
no matter how far or how long you’ve been away you will always find your way back.
รัก...
เปรียบเสมือนพลังแม่เหล็ก
ที่ไม่ว่าเธอจะอยู่ห่างไกลสักเพียงใด หรือจากไปนานแค่ไหน เธอก็จะหาทางกลับมาได้เสมอ

Love is…
love an hourglass with the heart filling up as the brain empties.
รัก...
เปรียบเสมือนนาฬิกาทราย ที่พร้อมด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยม ในขณะที่สมองกลับว่างเปล่า

Love is…
seeing oneself through other’s eyes
and finding oneself in other’s hearts.
รักคือ...
การได้เห็นตัวเองในแววตาของคนอื่น
และการได้ค้นพบตัวเองในใจของคนอื่น

Love is…
quite possibly the most complicated thing you’ll ever fell.
And,if it’s real,
You’ll love every minute of it!
รักคือสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดที่เธอจะเคยรู้สึก
และหากว่ามันคือรักแท้
เธอจะหลงรักทุกๆ เสี้ยววินาทีของมัน

Love is…
A mixture of heaven and hell,
happiness and sadness,
tears and laughter
and most of all …me and you.
รักคือ..
ส่วนผสมระหว่างสวรรค์และนรก
ความสุขและความเศร้า
น้ำตาและเสียงหัวเราะ
และเหนือสิ่งอื่นใด รักคือส่วนผสมระหว่าง
ฉันและเธอ

Love is…
the only thing that can be divided
without being diminished.
รักคือ...
สิ่งเดียวที่สามารถถูกแบ่งย่อย
โดยไม่ทำให้น้อยลง

Love is…
A wonderful gift;
trust in it,believe in it,give it,
and it will be returned to you give again and again.
รักคือ...
ของขวัญที่แสนงดงาม
จงไว้ใจ เชื่อมั่น และให้มัน
แล้วมันจะกลับมาหาเธอ เพื่อให้เธอได้มันต่อไปเรื่อยๆ

Love is…
the passing
that we feel inside of our hearts
that we can’t hide.
We pretend to hide it,
but it burns us more and more
until the pain grows and grows
and it never ends.
รักคือ...
อารมณ์
ที่เรารู้สึกอยู่ภายในหัวใจของเรา
ที่เรามิอาจซ่อนเร้น
เราแสร้งทำเป็นซ่อนมัน
ทว่ามันยิ่งเผาผลาญเรามากขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งความเจ็บปวดได้ทวีคุณความรุนแรง
และไม่รู้จักจบสิ้นเสียที

เครดิต :: หนังสือ LOVE is ...

วันอาทิตย์ที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: Rue de Siam ::

La rue de Siam est l’artère principale du centre-ville de Brest. Elle doit son nom au débarquement de trois ambassadeurs du roi de Siam dans ce port, le 18 juin 1686. Accompagnés de six mandarins, trois interprètes, deux secrétaires et une vingtaine de domestiques, chargés de nombreux présents, ils venaient rendre visite au roi Louis XIV à Versailles. Venus par mer, ils avaient voyagé à bord de l’Oiseau et de la Maligne.

Empruntant à pied la rue Saint-Pierre pour se rendre à l’hôtel du même nom, ils émerveillèrent les Brestois qui rebaptisèrent leur rue. À noter que la rue de Siam d’avant la Seconde Guerre mondiale était bien plus étroite que la rue de Siam d’aujourd'hui.

Elle est citée par Jacques Prévert dans son poème Barbara.

Voculabulaire +
principale = สำคัญมาก(กว่าอย่างอื่น,สำคัญที่สุด)
débarquement = กานขนของลงจาก(เรือ,รถ),การขึ้นบก
ambassadeurs = สถานเอกอัครราชฑูต,คณะฑูต
Accompagnés = ไปเป็นเพื่อน
à bord de = บนเรือ

วันพุธที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: "ส.ค.ส. สยามใบแรก" อัจฉริยภาพกษัตริย์ไทยสื่อมากับบัตรอวยพร ::

ส.ค.ส.แผ่นแรกของไทย พบหลักฐานว่ามีขึ้นใน พ.ศ. 2409 สมัยรัชกาลที่ 4 บนแผ่นการ์ดเป็นลายพระหัตถ์เขียนอวยพรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นสำหรับพระราชทานคณะทูตานุทูต ข้าราชบริพาร และมิตรสหายชาวต่างประเทศ เนื่องในวาระวันขึ้นปีใหม่สากล เมื่อวันจันทร์ที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1866
บัตรอวยพรอันประเมินค่ามิได้อายุ 140 ปีแผ่นนี้ พบในร้าน Maggs Bros ร้านหนังสือเก่าแก่ ใจกลางกรุงลอนดอน แล้วผู้ซื้อกลับมาคืนสู่แผ่นดินมาตุภูมิ ก็คือ ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช นักวิชาการอิสระผู้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สยามผ่านเอกสารของชาวตะวันตก เจ้าของผลงานเล่มล่าสุด "กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง" (ซึ่งนักประวัติศาสตร์ชื่อดัง ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวว่า "หนังสือเล่มนี้จะขยายพรมแดนแห่งความรู้ว่าด้วยอดีตของสยามประเทศ")
ธวัชชัย อธิบายว่า ส.ค.ส.เก่าแก่ที่สุดใบนี้ รัชกาลที่ 4 พระราชทานให้แก่ "กัปตันบุช" (ข้าราชบริพารชาวอังกฤษ เข้ามารับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทพระเจ้าแผ่นดินไทยถึงสองพระองค์ คือ ร.4-5) แล้วก่อนหน้าที่พบ ส.ค.ส.แผ่นนี้ ก็เคยได้อ่านงานเขียนของ เอนก นาวิมูล เกี่ยวกับประวัติการส่งบัตรอวยพรปีใหม่ หรือ ส.ค.ส.ของไทยสันนิษฐานว่าหลักฐานเก่าที่สุดที่พบเป็นบัตรพระราชทานพรปีใหม่ ที่ ร.4 ทรงพิมพ์และส่งไปยังกงสุล และมิตรสหายชาวต่างประเทศ ประเทศต่างๆ ลงวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1866 (พ.ศ. 2409)
"คุณเอนกเขียนไว้ในนิตยสารสารคดีว่า...บัตรอวยพรใบนี้หน้าตาเป็นอย่างไร ยังค้นไม่ได้ ในเมืองไทยเห็นจะไม่เหลือ ตั้งความหวังไว้เพียงต่างประเทศเท่านั้น เพราะเขาเก็บของได้ดีกว่า บัตรอวยพรยุคเก่าที่มีตัวตนเหลืออยู่ค่อนข้างมาก ได้แก่ ส.ค.ส.สมัยรัชกาลที่ 5 นับแต่ พ.ศ. 2429 เป็นต้นมา...ผมคงต้องบอกว่า ได้ ส.ค.ส.มาด้วยความฟลุค โดยซื้อกลับมาได้เมื่อ พ.ศ. 2543 ความที่เราเป็นลูกค้าประจำร้านหนังสือ Maggs Bros วันหนึ่งเขาก็นำเอกสารตัวเขียน (manuscript) เป็นแผ่นกระดาษเก่าๆ อัดๆ รวมกันในซองแฟ้ม โดยเสนอขายว่าเป็นเอกสารเก่าแก่สมัย คิงมงกุฎ ซึ่งพอเขาเปิดออกมา ผมเห็นตราพระราชลัญจกร ร.4 ก็ยิ้มเลย ตัดสินใจได้ทันทีว่าต้องซื้อ"
ธวัชชัย เลี่ยงไม่ตอบคำถามเรื่องราคา หากอธิบายว่าร้านนี้ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1853 (พ.ศ. 2396) ได้ตราประจำพระองค์ของพระราชินีอลิซาเบธ ซึ่งแสดงว่าร้านนี้ส่งหนังสือให้สำนักพระราชวัง บรรยากาศจึงขลังมาก ขายหนังสือเชคสเปียร์เล่มละ 5 ล้านปอนด์ เป็นต้น "เดินเข้าไปในร้าน ไม่รู้หรอกว่าเขาขายหนังสือเล่มละเป็นแสนเป็นล้านปอนด์ เรียกว่าเดินหลงเข้าไป แต่งตัวก็เละๆ แต่เขาคงชื่นชมในความกล้า แล้วเห็นว่าเราสนใจเรื่องนี้จริงๆ ช่างซักถามโน่นถามนี่ บางทีคนขายหนังสือร้านไฮโซในลอนดอนก็เหงาเหมือนกันนะ" ธวัชชัย บอกพร้อมเสียงหัวเราะ
นอกจาก ส.ค.ส.ฉบับแรกของสยาม ค.ศ. 1866 เอกสารเก่าที่ซื้อมาครั้งนี้ยังมี ส.ค.ส.ฉบับพิมพ์แผ่นแรกของสยาม ค.ศ. 1867 ทั้งสองฉบับอยู่ในสภาพดีอย่างแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีอายุร้อยกว่าปี ไม่ขาดชำรุด เปื่อยยุ่ย หรือปรุพรุน เช่นเอกสารโบราณส่วนใหญ่ คงเป็นเพราะที่อังกฤษนั้น สภาพภูมิอากาศและการดูแลรักษา เอื้ออำนวยให้เอกสารสำคัญนี้ยังคงสภาพสมบูรณ์
คุณค่าของ ส.ค.ส.สองฉบับนี้ ธวัชชัยมองคุณค่าในบริบทประวัติศาสตร์ และทำให้เขาหาคำตอบต่อไปว่า ส.ค.ส.ฉบับแรกของโลกนั้นเป็นความคิดของ เฮนรี โคล และออกแบบโดยจอห์น คาลคอตต์ ฮอร์สลี ชาวอังกฤษ พิมพ์ 1,000 ใบ จำหน่ายที่กรุงลอนดอนเมื่อ ค.ศ. 1843 (พ.ศ. 2386) ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
"การส่งบัตรอวยพรจึงเป็นธรรมเนียมตะวันตก เพราะฉะนั้นการส่ง ส.ค.ส.ของรัชกาลที่ 4 จึงมีนัยสื่อให้ตะวันตกเห็นว่า เมืองสยามไม่ได้ป่าเถื่อน ที่ฝรั่งจะใช้เป็นข้ออ้างมาครอบครองเราได้ เรารู้ธรรมเนียมอารยะที่ต้องส่งการ์ดกันทุกวันปีใหม่ แล้วถ้ามองทะลุผ่านลายพระหัตถ์ภาษาอังกฤษ 30-40 บรรทัดนี้ เราจะเห็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของพระองค์ท่าน นักประวัติศาสตร์หลายคนอาจมองในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ว่าเราเป็น รัฐกันชน ระหว่างอินโดจีนกับพม่า แต่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ทวีปเอเชียมีแค่ไทยกับญี่ปุ่นที่ไม่ตกเป็นอาณานิคม ถ้าเราไม่ได้พระเจ้าแผ่นดินที่ทรงพระปรีชาเช่น ร.4-5 ก็ไม่แน่ว่าการเป็นรัฐกันชนจะต้านจักรวรรดินิยมได้เพียงพอหรือเปล่า วันนี้เราอาจไปยืนเคารพธงชาติของคนอื่นก็เป็นได้"

เครดิต :http://board.thaimisc.com/clbookbird ^^v