วันพุธที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: 2008 Ahmedabad bombings ::


The 2008 Ahmedabad bombings were a series of seventeen bomb blasts that hit Ahmedabad, India, on July 26, 2008, within a span of seventy minutes. Forty-nine people were killed and over one hundred and sixty were injured. Ahmedabad is the cultural and commercial heart of Gujarat state, and a large part of western India. The blasts were considered to be of low intensity, and were similar to the Bengaluru blasts which occurred the day before.

Several TV channels said they had received an e-mail from a terror outfit called Indian Mujahideen claiming responsibility for the terror attacks; however, Islamic militant group Harkat-ul-Jihad-al-Islami has claimed to be responsible for the attacks.In 2002, Gujarat suffered from communal riots.
These bombings occurred a day after the Bengaluru blasts and a day before a bomb blast in the Indian state of Jharkhand .

วันศุกร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: ข้อเท็จจริงของชื่อ "ประเทศไทย" หรือ "ประเทศสยาม" ::

คนไทยนั้นไม่เคยเรียกตนเองว่า "สยาม" เลย นอกจากจะเรียกว่า "ไทย" แต่ชาวต่างชาตินิยมเรียกประเทศไทยว่า สยาม (Siam) และเรียกคนไทยว่า "ไซมีส" (Siamese) สำหรับลำดับการเรียกชื่อประเทศในสังคมไทยนั้น พอจะสรุปได้ ดังต่อไปนี้ คือ

๑. เดิมทีคนไทยเรียกชื่อประเทศโดยใช้ชื่อเมืองหลวงเป็นชื่อประเทศ เช่น กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนถึง กรุงรัตนโกสินทร์

๒. ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ได้เรียกชื่อประเทศว่า กรุงศรีอยุธยา

๓. ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแยกชื่อเมืองหลวงออกจากชื่อประเทศ ตามแบบตะวันตก คือ เรียกประเทศว่า "สยาม" โดยได้ทรงลงพระปรมาภิไธยว่า Rex Siamensis

๔. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ใช้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม และมาตรา ๑ ระบุว่า "ประเทศสยามเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้"

๕. พ.ศ. ๒๔๐๘-๒๔๘๑ ในสัญญาทางพระราชไมตรีการพาณิชย์ การเดินเรือกับต่างประเทศใช้คำว่า "ประเทศสยาม" "ราชอาณาจักรสยาม" "รัฐบาลสยาม" แต่เมื่อกล่าวถึงภาษาใช้คำว่า "ภาษาไทย" และมีบางแห่งใช้ไทยและสยามปน ๆ กันไป

๖. พ.ศ. ๒๔๘๒ ในสมัยจอมพลหลวงพิบูลสงคราม มีการประกาศใช้ประกาศรัฐนิยม ฉบับที่ ๑ ให้ใช้ชื่อ ประเทศ ประชาชน และสัญชาติว่า "ไทย"

๗. รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามของประเทศปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ว่า ให้เรียกชื่อประเทศว่า "ประเทศไทย" และบทรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นที่ใช้คำว่า "สยาม" ให้ใช้คำว่า "ไทย" แทน จึงเท่ากับเป็นการฆ่าคำว่า "สยาม" ให้ตายไปโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจะต้องเรียกคนไทยว่า "ไทย" (Thai) และเรียกชื่อประเทศว่า ประเทศไทย (Thailand) ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น

๘. ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง รัฐบาลของนายทวี บุณยเกตุ ประกาศใช้ชื่อประเทศไทยใน ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสว่า "Siam" ชื่อประเทศไทยและภาษาไทยว่า "ประเทศไทย" ส่วนสัญชาติ ผู้ถือหนังสือเดินทางเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "Siamois" ในขณะเดียวกันนั้น ประเทศอังกฤษได้ขอตั้งเงื่อนไขขอเรียกชื่อประเทศไทยว่า "ประเทศสยาม" ซึ่งรัฐบาลไทยก็มิได้ขัดข้องประการใด จึงดูเหมือนว่าชาวต่างประเทศจะเรียก สยาม ก็ได้ ไทย ก็ได้

๙. เมื่อเกิดรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี คงเรียกประเทศว่า "ประเทศไทย" ส่วนการเรียกในภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสให้เรียก "Siam"

๑๐. เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๑ เมื่อจอมพลหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายควง อภัยวงศ์ รัฐบาลกลับเปลี่ยนชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษว่า "Thailand" และฝรั่งเศสว่า "Thailande" ซึ่งคงใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

๑๑. รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้เขียนลงไว้ว่า "ประเทศไทย"

๑๒. พ.ศ. ๒๕๑๑ สภาร่างรัฐธรรมนูญมีการอภิปรายเปลี่ยนชื่อจาก "ไทย" เป็น "สยาม" แต่สมาชิกส่วนมากไม่ยอมรับ

๑๓. พ.ศ. ๒๕๑๗ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้อภิปรายในเรื่องเดียวกัน

Credit ::เว็บไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วันพุธที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: "โรควุ้นในลูกตาเสื่อม" สำคัญมากสำหรับคนเล่นคอม ::

คนที่เล่นคอมพิวเตอร์เกือบทุกคนเป็นโรค 'วุ้นในลูกตาเสื่อม'
ตอนนี้ในประเทศไทยมีคนเป็นโรค 'วุ้นในลูกตาเสื่อม' ถึง 14 ล้านคนแล้วจากข้อมูลทางหนังสือพิมพ์

คนที่ไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองก้อเป็นมากขนาดไหน?
อาการก็คือ คุณจะเห็นเป็นคราบดำๆ เหมือนยักใย่ ลอยไปลอยมาเหมือนคราบที่ติดกระจก จะเห็นชัดก็ต่อเมื่อ คุณมองไปยังภาพแบล็คกราวนด์ที่มีสีสว่าง เช่น ท้องฟ้าขาวๆ ฝาห้องขาวๆ ฝาห้องน้ำขาวๆ จะเห็นเป็นคราบดำๆ ลอยไปลอยมา
ถ้าอาการมากกว่านั้นก็คือ ประสาทตาฉีกขาด คุณจะมองเห็นแสงแฟลชในที่มืด ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา (น่ากลัวมากๆ)
และถึงขั้นนี้จะต้องผ่าตัด(ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันว่าจะดีเหมือนเดิม จะตาบอดหรือไม่?)
สาเหตุของโรคนี้คือ การใช้สายตามากเกินไป(เล่นคอม) แต่ก่อนโรคนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ หรือ คนที่มีอาชีพใช้สายตามากๆ เช่น ช่างเจียรไนเพชรพลอยที่ต้องใช้สายตาเพ่งมากๆ แต่เดี๋ยวนี้คนเป็นโรควุ้นในลูกตาเสื่อมกันมากเพราะ เล่นเนต หรือ เล่นคอม

ถามว่าทำไม คนเล่นเนต เล่นคอม ถึงเป็นกันมาก?
ไม่ว่าคุณจะเล่นเนต,เล่นเกมส์, อ่านไดอารี่,อ่านบทความ! ,อ่านหนังสือหรืออะไรก็ตาม ที่อยู่บนจอคอมพิวเตอร์ ล้วนทำให้สายตาคุณเสียได้ทั้งสิ้นเพราะว่า ถ้าคุณอ่านหนังสือที่เป็นแผ่นกระดาษธรรมดาๆ 'ระยะห่างระหว่างลูกตา กับ ตัวหนังสือ จะคงที่ แน่นอนเพราะขอบของตัวหนังสือจะคมชัด ทำให้สมองกะระยะโฟกัสได้ถูกต้องแน่นอน กล้ามเนื้อและประสาทตา จึงทำงานค่อนข้างคงที่
แต่ ! ตัวหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณ์เป็นจุดๆ ประกอบกัน เหมือนแขวนลอยบนจอ ขอบของตัวหนังสือไม่ชัด สมองจะสับสนในการปรับระยะโฟกัส(เพราะจอแก้ว จะมีความหนาของแก้ว แต่เรามองผ่านมันไป และจอ LCD เราก้อต้องมองผ่านเข้าไปเหมือนกัน ตัวหนังสือมันไม่ได้ติดอยู่ด้านบนเหมือนอยู่บนแผ่นกระดาษ)การปรับระยะโฟกัสจึงไม่แน่นอน บวกกับ ลักษณะการอ่านหน้าหนังสือในคอมนั้น จะต้องใช้เม้าส์จิ้ม ลากแถบด้านข้างจอ เพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือขึ้นลงเพื่อจะอ่านบรรทัดด้านล่างได้ หรือไม่ก้อ ใช้ลูกหมุนที่อยู่บนเม้าส์หมุนเพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือ

แต่ การเลื่อนบรรทัดนี้ มันไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือจากแผ่นกระดาษที่แขนกับคอ จะปรับการมองขึ้นลงโดยอัตโนมัติ มีระยะที่แน่นอนสัมพันธ์กัน แต่ว่าการเลื่อนบรรทัดด้วยแถบด้านข้าง หรือลูกกลิ้งบนม้าส์นั้น มันจะมีลักษณะการเลื่อนแบบกระตุกๆ (คุณสังเกตุดู)

มันจึงทำให้ปวดตามากๆ เพราะลูกตา จะต้องลากลูกตาเลื่อนตามบรรทัดที่กระตุกๆ นั้นไปตลอด บวกกับ การพิมพ์ตัวหนังสือนั้น บางที คุณต้องก้มเพื่อมองนิ้ว ว่ากดตำแหน่งบนแป้มพิมพ์ถูกตัวอักษรหรือไม่ ทำให้เดี๋ยวก้มเดี๋ยวเงย ลูกตาปรับโฟกัสบ่อยเกิน ทำให้ลูกตาทำงานหนัก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จคุณจะปวดตามากๆๆ อย่างเด็กนักศึกษา เร่งพิมพ์รายงานส่งอาจารย์ ติดต่อกันข้ามคืนสองสามวัน ตาจะปวดมากๆ รวมทั้งเวลาการเปิดโปรแกรม word ในการพิมพ์ตัวหนังสือมักจะมีสีพื้นที่เป็นสีสว่าง(ที่นิยมก้อคือตัวหนังสือดำ พื้นสีขาว ) สีพื้นที่สว่างขาวจ้า นี่เอง ทำให้ตาคุณจะเกิดอาการแพ้แสงถ้ามีการพิมพ์ติดต่อกันนานๆ เพราะจ้องจอสีขาวนานเกินไปหรือไม่ก้อ ในคนที่ชอบเล่นเกมส์บ่อยๆมักจะมีการปรับแสงสว่างให้จ้าที่สุด เพราะเวลาเล่นเกมส์ภาพพื้นหลังของเกมส์มักจะมืดๆ

สรุปก็คือ

1. การมองตัวหนังสือที่แขวนลอยอยู่ในจอ โฟกัสไม่แน่นอน กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก 'ทำให้สายตาเสีย'
2. การเลื่อนตัวหนังสือและแถบบรรทัด ในหน้าคอม หรือ หน้าเนต มันจะเลื่อนแบบเป็นกระตุกๆ ทำให้สายตาเสีย การกระตุกๆ ของแถบบรรทัดนี่เอง ที่ทำให้สายตาเสีย
3.การก้มๆเงยๆ มองแป้นพิมพ์ และมองจอคอม กลับไปกลับมา 'ทำให้สายตาเสีย '
4.การปรับจอภาพที่มีแสงสว่างจ้า มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว 'ทำให้สายตาเสีย'(ข้อนี้ คล้ายๆ กับ การเปิดดูทีวี ในห้องมืดๆ เป็นประจำแล้วทำให้สายตาเสียน่ะเอง อย่างเดียวกัน)
5.การใช้จอคอม ที่มีความกว้างมากเกิน !!(จอคอมกว้างๆ นั้น เหมาะสำหรับการดูภาพ ดูหนัง แต่ไม่เหมาะกับการดูตัวหนังสือ !!)
เพราะว่า สายตาคนเรานั้นมีระยะการมองตัวอักษรที่ 1 ฟุต (12นิ้ว)แต่จอคอมสมัยใหม่ กลับมีความกว้าง 17 นิ้ว 19 นิ้ว หรือมากกว่านั้น ซึ่งมันกว้างเกินระยะกวาดสายตามอง จากขอบหนึ่งไปสู่ อีกขอบหนึ่ง (ทำให้ปวดทั้งคอ ทั้งลูกตา)

เครดิต : dek-d.com ;P

วันอาทิตย์ที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

:: Violon ::


Le violon est un instrument de musique à cordes frottées. Un violon est constitué de 71 éléments en bois (épicéa, érable, buis, ébène, etc.) collés ou assemblés les uns aux autres. Il possède quatre cordes accordées à la quinte, que l'on peut frotter avec un archet ou pincer en pizzicato. La famille du violon inclut également l'alto, le violoncelle et la contrebasse ; le violon est le plus petit de ces instruments et celui offrant la tessiture la plus aiguë.


Un violon se compose de 3 parties principales : les cordes, la caisse de résonance et le manche. Sa longueur est variable. Un violon de taille maximale est appelé un entier, et est destiné aux violonistes ayant atteint leur taille adulte ; il mesure généralement 59 cm de long, du bouton à l'extrémité de la tête. Il existe une échelle non proportionnelle de longueur des violons : les sept-huitièmes ; les trois-quarts, qui font 56 cm ; les demis, 53 cm ; viennent ensuite les quarts (48 cm), les huitièmes (44 cm), et les seizièmes (37 cm),[réf. nécessaire] ces derniers étant destinés aux violonistes très jeunes (en général, 3 ans).


วันเสาร์ที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

Independence Day (United States)


In the United States, Independence Day, commonly known as the Fourth of July, is a federal holiday commemorating the adoption of the Declaration of Independence on July 4, 1776, declaring independence from the Kingdom of Great Britain. Independence Day is commonly associated with fireworks, parades, barbecues, carnivals, picnics, concerts, baseball games, political speeches and ceremonies, and various other public and private events celebrating the history, government, and traditions of the United States.

During the American Revolution, the legal separation from Great Britain occured on July 2, 1776, when the Second Continental Congress voted to approve a resolution of independence that had been proposed in June by Richard Henry Lee of Virginia.After voting for independence, Congress turned its attention to the Declaration of Independence, a statement explaining this decision, which had been prepared by a committee with Thomas Jefferson as its principal author. Congress debated and revised the Declaration, finally approving it on July 4. A day earlier, John Adams had written to his wife Abigail

Adams's prediction was off by two days. From the outset, Americans celebrated independence on July 4, the date shown on the much-publicized Declaration of Independence, rather than on July 2, the date the resolution of independence was approved in a closed session of Congress.

One of the most enduring myths about Independence Day is that Congress signed the Declaration of Independence on July 4, 1776.The myth had become so firmly established that, decades after the event and nearing the end of their lives, even the elderly Thomas Jefferson and John Adams had come to believe that they and the other delegates had signed the Declaration on the fourth.Most delegates actually signed the Declaration on August 2, 1776.

วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: ของสะสม บอกนิสัย ::

สะสมตุ๊กตา
คนพวกนี้เป็นคนมีจิตใจเมตตา มองโลกในแง่ดีเอามาก ๆ รักคนเค้าไปทั่ว เกลียดใครไม่เป็น ก็เพราะความรักมันแสนจะท่วมท้น อยู่ในหัวใจของเค้านี่นา ฉะนั้นอย่าไปทำท่าหมั่นไส้เขาเลย หากเขาเป็นดั่งคนที่ไม่เคย รู้จักความทุกข์นะ

สะสมของกระจุกกระจิก
คนพวกนี้มักจะเป็นคนที่มีท่าทางอ่อนแอและมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ทั้งที่ลึกๆในจิตใจแล้วจะเป็นคนที่มีความแน่วแน่ในการทำสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองต้องการอย่างที่ไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงความตั้งใจได้เขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจังแล้วก็ยังชอบเป็นกำลังใจ

สะสมรูปถ่าย โปสการ์ด จดหมาย
คนพวกนี้นะเป็นคนขี้เหงาชอบคิดถึงวันเก่า ๆ ที่งดงามหรือถ้าจากบ้านเกิดไปอยู่ที่ไหนเขาก็จะเอาแต่คิดถึงบ้านคิดถึงพี่น้องพ่อแม่เพื่อนเก่าๆเป็นคนที่ไม่ทอดทิ้งเพื่อนเก่าพี่น้องเพราะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับเขามากนิสัยอื่นๆคือจะอ่อนโยน ชอบจดจำสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือเลวก็ตามเพราะมันคือประสบการณ์อันยอดเยี่ยมสำหรับคนอย่างเขา

สะสมเสื้อผ้า
คนพวกนี้ เป็นคนมีลักษณะร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอเป็นพวกไม่รู้จักความทุกข์ร้อนใด ๆ เลยก็ได้ คือ ออกจะรักสนุกมาก จนบางทีการงานก็ไม่ค่อยอยากทำ นอกจากเดินลอยชายไปเรื่อย ๆ ในสถานที่ ๆ มีผู้คนเยอะ ๆ เช่น ตามศูนย์การค้าต่าง ๆ คือ เป็นพวกที่ชอบงานสังคม เขาเป็นคนที่ชอบคิดว่าตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง ตัวเองคิดยังไงก็คิดว่าคนอื่นเขาก็คิดเช่นนั้นด้วย บางทีจึงดูเหมือน คนที่ชอบเอาแต่ใจตนเองเป็นหลัก จนเหมือนไม่ค่อยจะถนอมน้ำใจคนอื่นเขาบ้างเลย ข้อดีก็คือเป็นคนที่ชอบเอาอกเอาใจคนซึ่งก็คล้ายจะทำไปเพื่อให้คนเขาสนในตนเองอีกนั่นแหละ

สะสมหนังสือ นิตยสาร
คนพวกนี้มีความกระตือรือร้นดีมาก ๆ เลยแล้วก็เป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น มีความเป็นส่วนตัวสูงชอบที่จะอ่านหนังสือหรือไม่ก็เปิดเพลงเพราะ ๆฟังอยู่คนเดียวหรืออาจจะอยู่กับใครสักคนที่รู้ใจ พวกนี้จะมีวาทะดีเยี่ยมยอดมากใครได้ฟังรับรองเคลิ้มตามแน่ๆและหากเจอใครที่ถูกอกถูกใจล่ะก็ คนที่ปกติจะเป็นคนเงียบ ๆ ขรึม ๆ ก็จะคุยจ้อขึ้นมาเลยทีเดียว แบบไม่น่าเชื่อ

สะสมแสตมป์ หรือเหรียญต่าง ๆ
คนพวกนี้เป็นพวกที่มีนิสัยกล้าได้กล้าเสียเป็นคนที่มีความทะเยอทะยาน เป็นอย่างมาก อยากได้อะไร ก็จะต้องพยายามขวนขวายเอามาเป็นของตนให้ได้ นั่นเพราะความเป็นคนเอาจริงเอาจัง ชอบทำงานนิสัยอื่น ๆ ก็มีคือจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยม จะไม่ยอมทำตามการใด ๆ ที่มันผิดแบบผิดแผนเลยเป็นอันขาดในชีวิตนี้

สะสมเปลือกหอย หิน หรือของจากธรรมชาติ
เป็นคนที่กล้าหาญและมีความอดทนจะมีความสุขมากกับการได้ตะลอนไปนั่นมานี่เพราะเขามีความคิดอยู่ในสมองว่า โลกใบนี้คือโรงเรียนที่เขาสามารถเรียนรู้ทุกๆอย่างได้ไงล่ะ จึงเป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบมากเพราะประสบการณ์คือสิ่งที่เขาแสวงหา ถ้าได้รู้จักคนที่ไม่ชอบอยู่เป็นที่เป็นทางนักไม่ต้องแปลกใจนะถ้าเขาเอาของที่เขาสะสมมาอวดแล้วเป็นของจากธรรมชาติ

วันพุธที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

อันดับ 10 เพชรโฮป (Hope Diamond)
เป็นเพชรสีนํ้าเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีนํ้าหนักถึง 45.52 กะรัต โดยพ่อค้าฝรั่งเศสนาม จอห์น แบ็บติส ทราวิเนียร์ ได้ขโมยมาจากพระนลาฏ (หน้าผาก) เทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งของอินเดีย เมื่อราว ค.ศ. 160
โดยหารู้ไม่ว่าโคตรเพชรนี้มีคําสาปติดมาด้วย นั่นคือ มันผู้ใดที่ขโมยหรือครอบครองเพชรโฮป จะต้องประสบความวิบัติทุกรายไป! และก็จริงตามคําสาป นับตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงซื้อเพชรนี้ จากนายทราวิเนียร์ พระองค์และพระราชวงศ์ก็ทรงได้รับภัยร้ายกาจจากการปฏิวัติของฝรั่งเศสตลอด กระทั่งนาย เฮนรีย์ ฟิลิป โฮป (เจ้าของชื่อเพชรเม็ดนี้) นายปิแอร์ คาร์เทียร์ (พ่อค้าอัญมณีชื่อดังที่เรารู้จักกันดี) ฯลฯ ล้วนประสบกับอัปมงคล จนถึงผู้ครอบครองรายสุดท้ายคือ ตระกูลของ เซอร์ ฮาร์รีย์ วินสตัน ได้ให้เลดี้ไฮโซ ผู้หนึ่งยืมสร้อยคอเพชรโฮป สวมใส่ในงานราตรี สองเดือนต่อมา ลูกน้อยของเธอก็ตายอย่างลึกลับ สามีกลายเป็นบ้าและต้องหย่าขาดกัน ในที่สุดทายาทตระกูลวินสตันจึงมอบเพชรโฮปให้สถาบันสมิธ โซเนียนของสหรัฐฯ เป็นผู้อนุรักษ์แทน

อันดับ 9 วิหารกระดูก แห่งเมือง อีโวราโปรตุเกส วิหารนี้สร้างในศตวรรษที่ 15
โดยพระนิกายฟรานซิสกัน ที่ประหลาดพิสดารคือ ผนังภายในวิหารนี้สร้างขึ้นจากกระดูกของมนุษย์กว่า 5,000 คนครับ เท่านั้นไม่พอ มีซากศพ 2 ร่าง ห้อยแขวนติดผนังด้านหนึ่งด้วย! ตํานานวัดระบุว่าครั้งกระโน้นมีสตรีนางหนึ่งซึ่งยึดมั่น ในคาทอลิก แต่ได้ถูกสามีผู้โมโหร้ายกับลูกชายของ เธอเองช่วยกันโบยตีจนตาย ก่อนสิ้นชีวิต เธอได้สาป ให้วิญญาณของเขาทั้ง 2 ลงนรก แม้แต่พื้นพสุธา ก็จะไม่ยินดีรับร่างของเขาไว้ ไม่นานนัก ชายทั้งสองก็ถึงแก่มรณกรรม ชาวเมืองพยายามขุด หลุมฝังศพของเขา แต่ขุดลงไปที่ใดก็เจอะแต่หิน เมื่อจนปัญญา พวกเขาจึงนําเอาซากศพทั้งสองขึ้น ไปห้อยแขวนไว้กับ ผนังวิหารดังกล่าว สําหรับให้นักบวชได้ใช้ปลง ในระหว่างทําสมาธิ ก็นับเป็นคําสาปที่ขลังยิ่ง

อันดับที่ 8 ละครเรื่อง แม็คเบ็ธ (Macbeth) ของเชคสเปียร์
ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มดและ คําสาปมนต์ดํา ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไป-หากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบท แม็คเบ็ธ ผลของคําสาปอุบัติขึ้นตั้งแต่หนแรกสุดที่ละครนี้ออกแสดงโดยผู้แสดงที่ชื่อ ฮัล เบอร์ริดจ์ ซึ่งสวมบทเลดี้เอม ได้ล้มเจ็บลงในคืนนั้น และสิ้นใจตายหลังเวที และนับแต่นั้นมาเกือบ 400 ปี ละครเรื่องนี้ก็มีอาถรรพณ์เกิดขึ้นกับนักแสดงมาตลอด เช่น มีอุบัติเหตุบาดเจ็บ ล้มตาย บางคนฆ่าตัวตาย และที่น่าพรึงเพริดที่สุดก็คือ ในปี ค.ศ. 1947 นักแสดงชื่อ ฮาโรลด์ ทอร์แมน เป็นผู้รับบทแม็คเบ็ธ ในระหว่างการดวลดาบนั้น คู่ต่อสู้ของเขาลืมสวมที่ครอบปลายดาบ พอแม็คเบ็ธ ถูกแทงล้มลง กลางเวที ผู้ดูต่างก็ปรบมือพอใจในบทบาท หากทว่า หลังเวทีนั่นซิ ต่างก็ตกใจกันยิ่งนักที่เขาโดน แทงจริงๆ ทอร์แมนตายใน 3 สัปดาห์ต่อมา

อันดับ 7 คําสาปของ อลิสแตร์ ครอว์ลีย์ พ่อมดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์, สกอตแลนด์ ปี 1899 ครอว์ลีย์อาศัยอยู่ในบ้านอย่างโดดเดี่ยว ทางตอนใต้ของทะเลสาบที่ลือลั่นในเรื่องอสุรสัตว์ กล่าวกันว่า เ ขาขมังในเรื่องเวทมนตร์และเลี้ยงวิญญาณภูตไว้ถึง 115 ตน เขาสามารถดลบันดาลให้ เพื่อนบ้านหลายคนมีอันเป็นไปนานา จนเป็นที่หวาดหวั่นไปทั่ว ก่อนตาย ครอว์ลีย์ ได้สาปทิ้งท้ายไว้กับยอด เขาแห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า “ปล่องไฟปีศาจ” และครอว์ลีย์เคยหลงทางที่ยอดเขานี้ ซึ่งทําให้เขาขัดเคืองใจ จึงสาปว่าเมื่อใดที่ยอดเขานี้พังทลาย สิ่งชั่วร้ายต่างๆก็จะถูกปลดปล่อยแผ่กระจายไปด้วยปล่องไฟปีศาจ” ยืนหยัดอยู่นานนับพันปี แต่แล้วในเดือนเมษายน 2001 ยอดสูงราว 70 เมตร ก็มีอันถล่มทลายลงมาในทะเล เรื่องนี้ทําให้ผู้ที่เชื่อถือในตํานานพากันผวาไปตามกันเลยครับ ป่านนี้นรกคงครอบคลุมแผ่นดินแล้ว!

อันดับ 6 คําสาปวูดูแห่งนิวออร์ลีนส์ สหรัฐฯ
แม่มดวูดูผู้นี้มีนามว่า มารี ลาโว มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800 กว่าๆ เพื่อนบ้านรํ่าลือกันว่าเธอสามารถสาปได้ทั้งคนและสัตว์ โดยใช้มนต์ดําของวูดู กระทั่งทุกวันนี้ยังมีการ จัดทัวร์พาไปชมบ้านของเธอ รวมทั้งบนบานขอให้เธอช่วยสาปใครก็ได้ เรียกกันว่า บลัดดี้มารีทัวร์ ทั้งนี้ ผู้ขอจะต้องปฏิบัติดังนี้ เริ่มจากเคาะ 3 ครั้งบนโลงศพของมารี แล้วหมุนกายทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ เซ่นเหล้ารัม ข้ามหลุมศพ 3 หน แล้วเปล่งชื่อของเธอออกมาดังๆ จากนั้นก็บอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของคุณ(ว่าจะให้เธอดลให้ศัตรูของคุณวิบัติอย่างไร) ไม่เชื่อก็เดินทางร่วมทัวร์ไปพิสูจน์ได้


อันดับ 5 คําสาป ตุตันคาเมน อียิปต์
เรื่องนี้เราคงเคยได้ฟังกันมาแล้ว จึงขอผ่านนะคะ สรุปสั้นๆแค่ว่า ทั้ง โฮวาร์ด คาร์เตอร์, ลอร์ด คาร์นาวอน และผู้มีส่วนรบกวนสุสานของฟาโรห์องค์ นี้ ล้วนมีอันล้มหายตายจากก่อนวัย อันควรทั้งนั้น

อันดับ 4 อีกา แห่งป้อมปราสาท ลอนดอน (Tower of London)
ป้อมปราสาทนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะถูกใช้เป็นที่คุมขังและ ประหารบุคคลสําคัญๆ ของอังกฤษมากมาย หลายท่าน ณ ลานปราสาทแห่งนี้จะมีการเลี้ยงดูอีกา จํานวน 6 ตัว เนื่องจากมีคําสาปมานานกว่า 900 ปี ว่า ถ้าหากอีกาลดจํานวนลงเมื่อใด เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือน นครลอนดอน และสิ้นสุดพระราชวงศ์แห่งอังกฤษ! เรื่องนี้มีตํานานปรากฏเป็นเอกสาร ในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ราวศตวรรษที่ 17 ด้วยนะคะ ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยแต่อย่างใด และทําให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นยาม หรือกษัตริย์ถือเป็นเรื่องจริงจังอย่างเคร่งครัด เช่นว่า ถ้ามีอีกาตายหนึ่งตัว จะต้องรีบถวายรายงานต่อควีนทันที และต้องจัดหาอีกาตัวใหม่ มาทดแทนโดยด่วน ซึ่งอีกาทุกตัวจะมีชื่อเรียก และถ้าตายก็จะถูกนําไปฝังอย่างมีพิธีการ จะมีการเลี้ยงอีกาไว้สํารองตลอดเวลา ถ้าตัวใดล้มป่วย ก็ต้องรีบตรวจสอบ หาไม่ถ้าหากตายโดยโรคติดต่อ (เช่น ไข้หวัดนก) และเช้าขึ้นมาอีกาตายเกลี้ยงละก้อ เชื่อกันว่าทั้งพระราชวงศ์ก็จะอันตรธานไปเช่นกัน

อันดับ 3 คําสาปตะกั่วแห่งกรีซ ใน ค.ศ. 1979
มีการขุดค้นโบราณสถานชื่ออโกรา, นครเอเธนส์ ทําให้พบแผ่นม้วนตะกั่วบางๆ ซึ่งมีจารึกภาษาโบราณอันเป็นคําสาปปรากฏอยู่ แผ่นตะกั่วนี้เรียกกันว่า คาตาเรส (Katares) ใช้ใส่ลงในโลงศพก่อนจะฝัง เชื่อกันว่าตะกั่วจะทําให้คําสาปจมลงไปอย่างรวดเร็วถึงขุมนรกพร้อมกับวิญญาณผู้ตาย เพื่อที่พระยมจะได้อ่านคําสาปและดลบันดาลให้เป็นไปตามนั้น นอกจากนี้ การฝากหรือทิ้งแผ่นคําสาปลงไปในนํ้าก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง เพราะนํ้าจะสามารถสื่อ ไปถึงผู้ที่เราต้องการสาปได้ ซึ่งแผ่นคาตาเรสกว่า 100 แผ่นที่ค้นพบนี้ได้ระบุจ่าหน้าถึง ซูลิส ไมเนอร์วา ซึ่งเป็นเทพีด้านอุทกของโรมัน

อันดับ 2 คําสาปวัฏจักรมรณกรรมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
นี่ก็เป็นอาถรรพณ์อีกอย่างซึ่ง โด่งดังมาก นั่นคือ ปธน. สหรัฐฯ ท่านใดที่ได้รับเลือกตั้งในปี ค.ศ. ที่ลงท้ายด้วยเลข 0 จะต้องถึงแก่ มรณกรรมในหน้าที่ ตํานานระบุว่า ผู้ที่สาปก็คือ เตคัมเซ่ หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ผู้คับแค้นจากการถูกชนผิวขาวเข้ามายํ่ายีแย่งแผ่นดิน เขาได้สาปไว้ก่อนที่จะถูกฆ่าตายในปี ค.ศ. 1813 ปธน.คนแรกที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ วิลเลียม เฮนรีย์ แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งใน ค.ศ. 1840 ถัดจากนั้นคําสาปก็เป็นจริงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น
• ลิน-คอล์น (1860)
• การ์ฟิลด์ (1880)
• แม็คคินลีย์ (1900)
• ฮาร์ดิ้ง (1920)
• รูสเวลท์ (1940)
• เคนเนดี้ (1960)

อันดับ 1 คําสาปในสวนอีเดน (Garden of Eden)
นับเป็นคําสาปแรกเริ่มสุดๆ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลกโน่นเลย โดยปรากฏเรื่องราวอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ก็อดทรงเสกอาดัม-มนุษย์ผู้ชายขึ้นก่อน จากนั้นก็แซะเอาซี่โครงของอาดัมมาเสกเป็นอีฟ แล้วส่งทั้งคู่ไปอยู่ในสวนอีเดน พร้อมรับสั่งว่าจะกินอะไรก็ได้ทุกอย่าง ยกเว้นผลไม้จากต้นแห่ง ความรู้หรือแอปเปิ้ล แต่งูตัวแสบซิครับ มันยุยงอีฟให้หมํ่าแอปเปิ้ลเข้าไป หมํ่าคนเดียวไม่พอ อีฟยังชักชวนให้อาดัมหมํ่าด้วย เมื่อขัดคําสั่งของพระเจ้า ก็เป็นเรื่องซิ


เครดิต : tirkx.com :)

วันศุกร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

:: Juju Magic ::



Juju is an aura or other magical property, usually having to do with spirits or luck, which is bound to a specific object; it is also a term for the object. Juju also refers to the spirits and ghosts in West African lore as a general name. The object that contains the juju, or fetish, can be anything from an elephant’s head to an extinguisher. One of the most popular juju objects in West Africa, for example, is a monkey's hand. In general, juju can only be created by a witch doctor; few exceptions exist. Juju can be summoned by a witch doctor for several purposes. Good juju can cure ailments of mind and body; anything from fractured limbs to a headache can be corrected. Bad juju is used to exact revenge, soothe jealousy, and cause misfortune. Contrary to common belief, voodoo is not related to juju, despite the linguistic and spiritual similarities. Juju has acquired some karmic attributes in more recent times. Good juju can stem from almost any good deed: saving a kitten, or returning a lost book. Bad juju can be spread just as easily. These ideas revolve around the luck and fortune portions of juju. The use of juju to describe an object usually involves small items worn or carried; these generally contain medicines produced by witchdoctors.